GM Multimedia Public Company Limited.
Home | Subscribe Now!! | About us | Jobs | Contact us | Intranet  
GM Multimedia Public Company Limited.
 
 
 
 
 
 
เอ่ยชื่อ อนุสรณ์ ติปยานนท์ หนอนหนังสือหลายคนคงรู้จักดีในฐานะนักเขียนฝีมือดีที่มีลีลาและสำนวนการเขียนอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยชุดอักษรที่เต็มไปด้วยความลึกลับวูบไหว แฝงอารมณ์เปลี่ยวเหงาท่ามกลางบริบทรอบตัวอันแปลกแยก ที่ปรากฏในงานเขียนชิ้นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย ‘ลอนดอนกับความลับในรอยจูบ’ และ ‘8 1/2 ริกเตอร์ การตามหาหัวใจที่สาบสูญ’ หรือ รวมเรื่องสั้น ‘H2O ปรากฏการณ์แตกตัวของน้ำบนแผ่นกระดาษ’ ที่นอกจากจะทำให้อนุสรณ์มีแฟนนักอ่านเหนียวแน่นจำนวนหนึ่งแล้ว งานเขียนของเขายังได้รับการยกย่องและชื่นชมว่ามีความใกล้เคียงกับงานเขียนของ ฮารูกิ มุราคามิ (Haruki Murakami) นักเขียนชาวญี่ปุ่นที่มีแฟนนักอ่านให้การติดตามทั่วโลกถึงขนาดที่เขาได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘มุราคามิเมืองไทย’ เลยทีเดียว

ล่าสุด ‘เคหวัตถุ’ (Household Objects) รวมเรื่องสั้นเล่มที่สองที่หยิบจับข้าวของเครื่องใช้ในบ้านมาเล่าเรื่องของเขา ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลซีไรต์ประจำปี 2551 แม้จะพลาดรางวัลไป แต่ดูเหมือนในบรรดารายชื่อรวมเรื่องสั้นที่เข้าชิงด้วยกัน ‘เคหวัตถุ’ ของอนุสรณ์นั้นมีความแปลกใหม่และท้าทายผู้อ่านมากที่สุด GM จึงสนใจใคร่พูดคุยกับนักเขียนหนุ่มคนนี้ คนที่เราเห็นว่ายืนนำอยู่หน้ากระแส ลุ่มลึก ครุ่นคิด มีวิถีชีวิตแบบคนเมือง และถือเป็นผู้ชายแบบ GM คนหนึ่งโดยแท้ที่สำคัญ งานเขียนของอนุสรณ์ยังชนะใจนักอ่านหลายๆ คน บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อสะท้อนความคิดของนักเขียนที่น่าจับตามองที่สุดอีกคนหนึ่งของประเทศนี้ออกมาให้ผู้อ่านได้รับรู้กันในฐานะที่นักเขียนเป็นคนเพียงไม่กี่กลุ่มที่เดินทางสลับไปมาระหว่างโลกภายในและโลกภายนอก โลกที่คิดเห็นกับโลกที่เป็นอยู่จริง-ซึ่งบางที,นักเขียนเองก็อาจแยกมันไม่ออกแล้วอะไรเล่า คือสิ่งที่นักเขียนอย่างอนุสรณ์พบเจอตลอดการเดินทางนี้ !

GM : คุณบอกว่าบางทีคุณก็แยกโลกในหัวกับโลกจริงๆ ไม่ออก เป็นเพราะอะไร
อนุสรณ์ : ผมเป็นอย่างนี้มาสองสามเดือนแล้ว หลงๆ ลืมๆ ตลอด อาจเป็นเพราะผมจดจ่อกับสิ่งที่เขียนจนหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง คล้ายๆ กับว่าโลกความจริงกับโลกสิ่งที่เราสร้างขึ้นมามันคละกันอยู่ในหัวผม มันเลยมีอาการสับสนพอสมควร ผมเพิ่งมาเป็นอย่างนี้นะ เมื่อก่อนตอนเขียนหนังสือแรกๆ ไม่ค่อยเป็น

มันก็คงเหมือนกับที่คุณหัดขับรถใหม่ๆ ยังไม่คล่อง คุณก็ต้องประคองตัว ขับแต่ในซอยบ้านเรา พอเราขับคล่องขึ้นเราก็อยากออกไปถนนใหญ่ขึ้นหรือว่าขับรถไปต่างจังหวัด ความรู้สึกผจญภัยส่วนหนึ่งมันก็ทำให้เรารู้สึกดี อีกส่วนหนึ่งมันก็ทำให้เรารู้สึกว่าทุกอย่างรอบๆ ตัวมันกว้างใหญ่ เขียนหนังสือมันก็เป็นอย่างนั้น แรกๆ เราก็เขียนแบบประคองตัวไป พอเขียนไปเรื่อยๆ พบเห็นอะไรหรือไปอ่านหนังสืออะไร เราก็คิดว่ามันมีเทคนิคที่น่าสนใจนำมาใช้ได้หมดเลย หรือไม่ก็มีข้อมูลที่น่าเอามาใช้เต็มไปหมดเลย

ทีนี้พอเขียนมากๆ เข้า ผมก็งง บางทีแยกไม่ออกว่าที่เห็นเป็นภาพจริงๆ หรือเป็นภาพที่อยู่ในหัวผมกันแน่

GM : คุณกำลังบอกว่าโลกการเขียนหนังสือของคุณกว้างขึ้นหรือ
อนุสรณ์ : มันกว้างในแง่ของโลกภายนอก ก็อย่างที่บอก สิ่งต่างๆ มันเริ่มกลายเป็นวัตถุดิบที่เอามาใช้ได้ เช่นสมัยก่อนผมอ่านวารสารวิทยาศาสตร์อย่าง Discover แล้วรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับผม แต่วันนี้พอเจอข่าวการค้นพบไวรัสตัวใหม่ๆ ผมก็รู้สึกว่ามันน่าเอามาเขียนหนังสือจัง ทุกอย่างมันแทบจะถูกดึงเข้ามาหาตัว นี่คือการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกส่วนโลกภายในมันก็จะรู้สึกโดดเดี่ยว เหมือนกับว่าเรามั่นใจกับสิ่งที่เราทำมากขึ้น ยิ่งมั่นใจมากขึ้นมันก็ยิ่งโดดเดี่ยวมากขึ้นด้วย คุณเริ่มมองเห็นแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวคุณ นานเข้ามันก็ทำให้เราตัดขาดจากโลกภายนอก พูดภาษาชาวบ้านคือเหมือนจะพูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง ผมอาจนิ่งเงียบ อยู่ในอีกโลกหนึ่ง แต่ผมไม่ได้ตัดขาดไปเสียทีเดียว มันเป็นภาวะที่ค่อยเป็น ค่อยไป

GM : หรือว่าคุณไม่พยายามที่จะเชื่อมต่อกับโลกแห่งความจริง
อนุสรณ์ : ผมว่าไม่ใช่หรอก สมมุติคุณชอบทำอาหาร มันจะมี Movement หนึ่งที่คุณจะไม่สนเลยว่าคนอื่นมองคุณยังไง หรือคุณจะทำมันยังไง เช่นคุณอาจจะหยิบผักนู่นผักนี่มาทำเป็นอาหาร คุณไม่แคร์ตำราทั้งหมด นี่ก็คือการตัดขาดจากโลกความเป็นจริง หรือถ้าคุณเล่นฟุตบอลมันจะมี Movement หนึ่งที่เหมือนว่าคุณกำลังเลี้ยงลูกโดยที่คุณมองไม่เห็นคนดูเลย มันหายไปหมด เหลือแต่สนามกับคู่แข่ง ผมว่ามันเป็นภาวะที่ผมก็อธิบายมันลำบาก แต่ว่าผมรู้สึกได้

GM : แล้วรู้สึกดีไหม
อนุสรณ์ : คือเราต้องยอมรับมัน ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องดีหรือไม่ดี แต่ผมรู้สึกตื่นเต้นกับมัน และคิดว่าจะจัดการกับมันยังไง การหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งที่ผมเขียนมันขึ้นมาหรือผมกำลังจะเขียนมันขึ้นมา มันเป็นภาวะแปลกประหลาด ประเด็นก็คือสิ่งที่คุณสร้าง มันก็สร้างคุณด้วย สมมุติเราบอกว่าเราตรัสรู้อย่างที่เซนบอก การตรัสรู้นั่นแหละที่ทำให้เราเป็นเรา มันกลายเป็นวัฏจักรซึ่งกันและกัน คุณเขวี้ยงลูกบอลไป ลูกบอลก็กระเด็นกลับมา มันเป็นแรงโต้ตอบ ผมทำงานวรรณกรรม มันก็ต้องมีการโต้ตอบภายใน

แม้โลกข้างนอกมีแนวโน้มว่าจะหายไปเรื่อยๆ แต่โลกข้างในมันใหญ่ขึ้น มันมีผลต่อการสนองตอบ ผมว่าสิ่งที่เป็นหลักของมนุษย์ก็คือการเชื่อมโลกข้างนอกกับข้างในตัวคุณ ข้อมูลต่างๆ ที่คุณรู้สึกหรือประทับใจ จริงๆ แล้วมันก็คือการเชื่อมสิ่งที่อยู่ในตัวคุณกับข้างนอก

ยกตัวอย่างเช่นภาพวาดของโมเนต์ ถ้าคุณไม่เคยไปฝรั่งเศส ถ้าคุณไม่เคยเห็นฝีแปรงของโมเนต์ คุณก็ดูรูปในฐานะที่มันเป็นรูปวาด มีฝีแปรงปาดๆ ไป แต่ถ้าคุณได้ไปเห็นของจริง แล้วคุณจะรู้สึกเชื่อมโยงกับมันได้ มันเป็นการมองเห็นภาวะหนึ่งของแสงขณะนั้นในสถานที่นั้นและรู้สึกสิ่งนั้น

GM : การติดอยู่ในโลกภายในของคุณมีผลต่อชีวิตประจำวันบ้างไหม
อนุสรณ์ : ชีวิตประจำวันมันดำเนินไปได้ ไม่มีปัญหา มันไม่ใช่เรื่องแปลกนะ นักคิดจำนวนมากก็เป็นอย่างนี้ เมื่อคุณสร้างโลกภายนอกของคุณจนแข็งแรง คุณเชื่อมันมากๆ จนหยุดไม่ได้ มันก็จะ Absorb ตัวคุณ พอคุณถูกดูดกลืนมากๆ ตัวตนก็จะหายไป

ถ้าคุณยังจำนวนิยาย South of the Border, West of the Sun ของ ฮารูกิ มุราคามิ ได้ มันเป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่พยายามหาผู้หญิงขาเสียคนหนึ่ง แล้วเขาก็ได้รับเงินจากใครสักคนแล้วบอกว่าอย่าตามผู้หญิงคนนี้อีก แล้วผู้หญิงก็หายตัวไป ทุกอย่างที่เกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ก็หายไปหมด คำถามก็คือว่า สิ่งที่เขาเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้มีอยู่จริงหรือเป็นโลกที่เขาสร้างขึ้นมาเอง ทำไมเราถึงรู้สึกว่ามันแรงนัก ผมว่าภาวะอย่างนั้นอาจจะไม่มีจริงก็ได้นะ แต่เนื่องจากพลังของการเล่าและสิ่งที่เขาประสบมันแรงจนกระทบเรา และโน้มน้าวให้เราเชื่อ

ผมว่ามนุษย์ทุกคนมันก็มีภาวะอย่างนี้ มันเหมือนเป็นแรงบันดาลใจให้คุณมีชีวิตอยู่ การสร้างโลกขึ้นมาเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่น่าสนใจคือเราจะควบคุมมันยังไงต่างหาก อย่างในตอนจบของนวนิยายเรื่องนี้ ตัวเอกก็ยอมรับว่าเขากลับมาสู่ชีวิตจริง เขาบอกว่าในที่สุดแล้วสิ่งที่เขาได้ยินมันไม่จริง ผมยังจำประโยคสุดท้ายได้ว่าภรรยาเขาตื่นขึ้นมาแล้วเขาได้ยินเสียงธรรมชาติ เหมือนกับว่าในที่สุดมันได้กลับมาสู่ธรรมชาติแล้วนะ ผมพยายามคิดประโยคสุดท้ายนี้อยู่นานว่าทำไมถึงเขียนอย่างนั้น คือโตเกียวมันมีทะเล เขาอาจจะได้ยินเสียงทะเลที่มากระทบโตเกียว ซึ่งจริงๆ มันไกลมาก แต่ผมว่านี่แหละโลกของความเป็นจริง

แต่ถ้ามันก็เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาอีก มันก็เป็นเรื่องของความรู้สึกที่คุณ Absorb เข้ามา มันตีความได้หลากหลายมาก และก็อาจจะไม่ได้มีความหมายอะไรเลยก็ได้ มันแล้วแต่คุณจะตีความน่ะ นี่แหละสิ่งที่โดดเด่นของมูราคามิหรือแม้แต่งานของ หว่อง คาร์-ไว

GM : สิ่งเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานแบบกระแสสำนึกหรือเปล่า
อนุสรณ์ : ผมไม่แน่ใจนะ และไม่อยากใช้คำว่าเป็นอารมณ์ร่วมสมัย ผมอยากใช้คำว่า
มันเป็นโรคติดต่อของคนในยุคนี้ ที่งานวรรณกรรมหรืองานศิลปะมันต้องมีปลายเปิดมากๆ เขาอาจจะสร้างโลกเฉพาะขึ้นมาก็จริง แต่ว่าทุกอย่างมันเปิดหมด คุณสามารถตีความอะไรก็ได้แล้วแต่คุณ ภาพยนตร์ของ หว่อง คาร์-ไว อย่าง 2046 คุณแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตกลงพระเอกได้เจอนางเอกไหม

GM : มันสะท้อนสังคมยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปไหม เพราะว่าวรรณกรรมสมัยก่อนไม่มีลักษณะนี้
อนุสรณ์ : วรรณกรรมสมัยก่อนมันเป็นสัจนิยมที่แข็งแกร่ง เป็นการเซตหรือการจัดตั้งองค์ความคิดแบบหนึ่งให้คุณนำไปปฏิบัติ เช่นปลุกเร้าการปฏิวัติในเรื่อง แม่ของ แม็กซิม กอร์กี้ หรืองานของ อันตอน เชคอฟ ที่เน้นให้เห็นความทุกข์ยากของคนที่ถูกกระทำ แต่ผมว่าวรรณกรรมยุคใหม่มันไม่ได้พูดถึงสิ่งเหล่านี้แล้ว มันมีแนวโน้มที่จะพูดถึงแรงปะทะของโลกภายในและโลกภายนอกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เราจะไม่พูดว่าปัจเจกกับมวลรวม หรือปัจเจกกับสังคมโดยรวม แต่ผมว่าแรงปะทะระหว่างภายในกับภายนอกแทบจะเป็นแก่นสำคัญของหลายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคนี้

GM : เป็นเพราะโลกปัจจุบันหมุนเร็วขึ้นหรือเปล่า
อนุสรณ์ : ผมเห็นด้วยว่าโลกข้างนอกมันวิ่งเร็ว และทำให้โลกภายในกับโลกภายนอกของมนุษย์เหมือนจะถูกฉีกขาดออกจากกัน คุณคิดดูว่าโลกปัจจุบันในปีหนึ่งๆ มีเหตุการณ์ที่เราต้องจดจำมากเหลือเกิน ยุบยิบไปหมด อย่างปีนี้เราก็ต้องจดจำว่าใครเป็นแชมป์ฟุตบอลยูโร ใครได้เหรียญทองมากที่สุดในโอลิมปิก เราต้องจำเหตุการณ์เกี่ยวกับความขัดแย้งต่างๆ มันมีเรื่องที่ต้องคิดเยอะ แต่โลกในยุคของ แม็กซิม กอร์กี้ ผมเชื่อว่าสิ่งต่างๆ มันไม่เยอะ ไม่ท่วมท้นขนาดนี้ เขาก็เลยสร้างวรรณกรรมสัจนิยมเหล่านั้น

GM : คุณคิดว่าในโลกแบบปัจจุบันนี้ หน้าที่ของวรรณกรรมคืออะไร
อนุสรณ์ : ผมว่าหน้าที่ของวรรณกรรมก็คือการดึงปกเสื้อหรือกระชากคอของมนุษย์ให้จำเฉพาะสิ่งที่มันมีคุณค่า สิ่งที่มีคุณค่าคืออะไร ผมว่าสิ่งที่มันเป็นคุณค่าจริงๆ มันก็น่าจะเหลืออยู่สักสองประเด็น

ประเด็นที่หนึ่งคือคำถามที่ว่าคุณคือใคร ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์เป็นประเด็นที่ผมว่าวรรณกรรมทำหน้าที่นี้อย่างแข็งแรงมากกว่า 100 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าคุณจะเป็นชาย เป็นหญิง เป็นคนชายขอบ หรือคนประเภทใดก็แล้วแต่ ล้วนแล้วแต่มีวรรณกรรมที่รองรับความเป็นคุณ

ประเด็นที่สองคือวรรณกรรมสมัยใหม่มันไม่ได้บอกว่าคุณจะใช้ชีวิตยังไง ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่บอกว่าคุณต้องมีชีวิตที่ดีงาม คุณต้องอุทิศตัวเพื่อมวลชน แต่วรรณกรรมยุคนี้มันบอกผมว่า ชีวิตที่คุณมีหรือว่าชีวิตที่คุณเลือกนั้นน่ะ มันมีจุดอ่อนจุดแข็งยังไง มันเปราะบาง มันหนักแน่นขนาดไหน เหมือนอย่างเรื่อง Norwegian Wood ที่พระเอกกำลังจะขึ้นเครื่องบินเดินทางไปคุยธุรกิจที่เยอรมัน แล้วก็ Flashback ไปในอดีต มันเริ่มมีการตั้งคำถามกับชีวิตที่ผ่านมา มันเวิร์กไหม เมื่อเทียบกับชีวิตสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมว่าวรรณกรรมเริ่มตั้งคำถามว่าพื้นที่ชีวิตคุณผิวบาง เรียบ ขรุขระ ขนาดไหน ตั้งคำถามถึงเนื้อแท้ของชีวิตที่เราเรียกว่า Information of Life
 
 

GM : ถือเป็นภาระและบทบาทของนักเขียนยุคใหม่ได้ไหม
อนุสรณ์ :
นักเขียนรุ่นนี้กับรุ่นก่อนมันมีเรื่องยากไปคนละแบบ นักเขียนสมัยนี้ไม่ต้องทำให้มวลชนศรัทธาหรือซาบซึ้งเหมือนนักเขียนรุ่นก่อน เรื่องที่ยากของนักเขียนรุ่นใหม่ก็คือคุณต้องทำงานหนักมากเพื่อที่จะย่อยรูปแบบของชีวิต ย่อยความเป็นอัตลักษณ์ลงในกระดาษไม่กี่หน้า เพื่อที่จะบอกว่าคุณได้สังเคราะห์ชีวิตกับอัตลักษณ์แบบนี้

นักเขียนกลายเป็นเครื่องบดเนื้อขนาดจิ๋วที่เอาอะไรมาใส่ลงไปแล้วก็บด บดแล้วก็เอาออกมาวางให้คนดู ในขณะที่สมัยก่อนนักเขียนคือคนทำแซนด์วิช คนทำฮอตดอก แต่ตอนนี้คุณทำของสำเร็จรูปแบบนั้นไม่ได้แล้ว คุณมีหน้าที่อย่างเดียวคือบดชีวิตออกมา แต่ว่าการบดของคุณต้องมีศิลปะ ผมรู้สึกว่านักเขียนยุคใหม่มันมีการเรียกร้องสูง นักเขียนต้องเข้าใจทุกอย่างที่เป็นไปในโลก ผมไม่เคยเห็นนักเขียนยุคไหนทำงานหนักเท่านักเขียนยุคนี้เลยนะ

คุณดูงานของ ออร์ฮัน พามุค (Orhan Pamuk) เรื่อง My Name Is Red ที่เขาถูกยกย่องสิ คุณจะพบว่ามันบดประวัติศาสตร์ของอาณาจักรออตโตมัน บดความขัดแย้งของมุสลิมกับความเชื่ออื่นๆ เช่นอธิบายว่าทำไมพระเจ้าหรือพระนบีมูฮัมหมัดถึงรังเกียจสุนัข ซึ่งนี่เป็นคำถามที่เล็กแต่ลึกซึ้งมากของคนมุสลิมเลยนะ แล้วยังบดวิธีเล่าเรื่องแบบใช้สารพัดสรรพนามอีก

GM : งานวรรณกรรมสมัยก่อนอาจจะพูดถึงเรื่องคลาสหรือชนชั้น แต่ว่าเดี๋ยวนี้เปลี่ยนมาเป็นเรื่องของข้างใน-ข้างนอก คุณคิดว่านักเขียนยังทำหน้าที่เดิม คือสะท้อนในสิ่งที่โลกเป็นอยู่ออกมาไหม
อนุสรณ์ : ผมใช้คำว่ามันไปท้าทาย จริงๆ แล้วมันมีปรัชญาจำนวนมากที่อธิบายสิ่งเหล่านี้ เช่นลัทธิ Decon-struction หรือการรื้อถอนโครงสร้างนิยม แต่ผมมีความรู้สึกว่าถ้ามองโดยสายตาธรรมดาไม่ยึดหลักปรัชญา จะพบว่าการที่กระแสมันเคลื่อนตลอดเวลานั้นทำให้การเขียนเพื่ออธิบายโลกข้างนอกมันยากมาก ตอนนี้โลกข้างนอกมันใหญ่ แต่โลกข้างใน
ผมว่ามันกลับเป็นจุดที่ยากกว่า
 
 

GM 364 VOL.23 November 2008
 
 
     
 
  GM Multimedia Public Company Limited.
     
 
Copyright © 2008 GM Multimedia Public Company Limited. GM WebMail | GM Web Space | Contact Us |Advertising